เดินนิดเดียวก็ปวดน่อง เท้าเย็น ซีด ชา แถมตกเย็นขาบวมเป่ง… นี่เราเป็นโรคกระดูกทับเส้น หรือโรคหลอดเลือดกันแน่?
เดินนิดเดียวก็ปวดน่อง เท้าเย็น ซีด ชา แถมตกเย็นขาบวมเป่ง… นี่เราเป็นโรคกระดูกทับเส้น หรือโรคหลอดเลือดกันแน่?
“คุณหมอคะ ชาปลายมือปลายเท้าตลอดเวลา เดินตลาดนิดเดียวก็ปวดน่องจนต้องหยุดพัก จับดูเท้าก็เย็นเจี๊ยบแถมซีดมาก พอตกเย็นน่องกับขาบวมเป่งเลยค่ะ ต้องนอนเอาหมอนรองขาถึงจะยุบ ตื่นเช้ามาก็ปกติ แต่พอสายๆ ก็เริ่มบวมใหม่ แบบนี้กระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่าคะ?”
นี่คืออาการยอดฮิตที่หมอเจอประจำในห้องตรวจครับ หลายคนพอมีอาการปวดร้าวลงขา ชาที่เท้า ก็จะพุ่งเป้าไปที่ "โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ทันที แต่เชื่อไหมครับว่า อาการเท้าเย็น ซีด บวมตอนเย็น และปวดน่องเวลาเดิน มักจะไม่ได้มีต้นเหตุมาจากกระดูกหรือเส้นประสาทโดยตรง แต่เกิดจาก "ระบบท่อส่งน้ำและท่อระบายน้ำ" ในร่างกายของเราทำงานผิดปกติครับ
วันนี้หมอจะพามาไขรหัสอาการเหล่านี้แบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อให้เรารู้ทันโรคและรักษาได้อย่างตรงจุดครับ
เรื่องเล่าจากคนไข้: "พี่นวล... ผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นโรคกระดูกทับเส้น"
ขอเล่าเคสสมมติที่คล้ายกับอาการของคุณเลยครับ พี่นวล อายุ 46 ปี เป็นแม่ค้าขายของอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี ต้องยืนและเดินขายของทั้งวัน ช่วงหลังพี่นวลเริ่มบ่นว่า "ชามือชาเท้าตลอดเวลา" บางวันเท้าเย็นเฉียบและสีซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
ที่ทรมานที่สุดคือ เวลาเดินตลาดหรือเดินไกลๆ จะปวดตึงที่น่องทั้งสองข้างจนก้าวขาไม่ออก ต้องนั่งพักสักพักถึงจะเดินต่อได้ พอตกเย็นกลับถึงบ้าน ขาและน่องที่เคยเรียวเล็กกลับบวมเป่ง กดแล้วบุ๋ม ต้องนอนยกขาพาดกำแพงหรือหนุนหมอนสูงๆ อาการบวมถึงจะค่อยๆ ยุบลงในตอนเช้า
พี่นวลไปนวดแผนไทยก็แล้ว กินยาแก้ปวดเส้นประสาทก็แล้ว อาการก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งมาตรวจอย่างละเอียด หมอจึงพบว่าปัญหาของพี่นวลไม่ได้อยู่ที่กระดูกหลัง แต่อยู่ที่ "หลอดเลือดส่วนปลาย" ครับ
อธิบายโรคแบบเข้าใจง่าย: เมื่อ "ท่อน้ำดีตัน" และ "ท่อน้ำทิ้งพัง"
ลองนึกภาพว่า ร่างกายของเราคือ "หมู่บ้าน" ขาและเท้าของเราคือบ้านที่อยู่ปลายสุดของหมู่บ้านครับ
หลอดเลือดแดง คือ "ท่อน้ำประปา (น้ำดี)" ที่ส่งเลือดแดงซึ่งมีออกซิเจนและความอบอุ่นไปเลี้ยงปลายเท้า
หลอดเลือดดำ คือ "ท่อน้ำทิ้ง" ที่สูบเอาเลือดดำและของเสียกลับขึ้นมาที่หัวใจ
เส้นประสาท คือ "สายไฟ" ที่คอยรับความรู้สึก
เมื่อ "ท่อน้ำประปาตีบตัน" เลือดอุ่นๆ ไปเลี้ยงเท้าไม่พอ เท้าจึงมีอาการ "เย็นและซีด" และเมื่อกล้ามเนื้อน่องขาดเลือดเวลาเราใช้งาน (เวลาเดิน) มันจึงประท้วงด้วยอาการ "ปวดบีบที่น่อง" ทันที
ในขณะเดียวกัน การที่ต้องยืนหรือนั่งห้อยขานานๆ ทำให้วาล์วใน "ท่อน้ำทิ้งพัง" เลือดดำจึงไหลย้อนกลับลงไปกองที่ขา ทำให้เกิดอาการ "ขาบวมในตอนเย็น" พอเรานอนยกขาสูง ท่อน้ำทิ้งก็ไหลเทกลับได้สะดวก ตื่นเช้ามาขาจึงยุบเป็นปกตินั่นเองครับ
ส่วนอาการ "ชามือชาเท้าตลอดเวลา" เกิดจากการที่ "สายไฟ" (เส้นประสาทส่วนปลาย) ขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงนานๆ หรืออาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงซ่อนอยู่ร่วมด้วยครับ
ความรู้พื้นฐานของโรคที่ซ่อนอยู่
จากอาการทั้งหมดของคุณ หมอประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นภาวะร่วมกันของ 3 โรคนี้ครับ:
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease - PAD): เกิดจากไขมันไปเกาะผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขา ทำให้เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พอ เกิดอาการเท้าซีด เย็น และปวดน่องเวลาเดิน
ภาวะหลอดเลือดดำเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency - CVI): ลิ้นกั้นในหลอดเลือดดำที่ขาเสื่อมสภาพ ทำให้เลือดคั่งที่ขา เกิดอาการขาบวมตอนเย็น ปวดหน่วงๆ และอาจเห็นเส้นเลือดขอด
โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy): เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท หรือโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน) ทำให้มีอาการมึนชาตลอดเวลาเหมือนใส่ถุงเท้าถุงมือ
ปัจจัยเสี่ยง (ใครบ้างที่มักจะเป็นโรคนี้?)
อายุและฮอร์โมน: ในวัย 40 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเริ่มลดลง
พฤติกรรมการใช้งาน: การยืน นั่งห้อยขา หรือเดินต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ในแต่ละวัน
โรคประจำตัวแอบแฝง: โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นตัวการทำลายหลอดเลือดอย่างเงียบๆ
ภาวะน้ำหนักตัวเกิน: ทำให้เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดดำที่ขาเวลาเรายืนหรือเดิน
พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวมีประวัติเส้นเลือดขอด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาต้นตอ
ถ้ามาพบแพทย์ หมอจะทำการตรวจแบบนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: หมอจะคลำชีพจรที่หลังเท้าและหลังเข่าเพื่อดูแรงดันเลือด ตรวจดูสีผิว อุณหภูมิ และกดดูรอยบุ๋มที่หน้าแข้งเพื่อประเมินอาการบวม
การวัดความดันหลอดเลือดที่ขา (ABI): เป็นการวัดความดันที่ข้อเท้าเทียบกับที่แขน เพื่อดูว่าหลอดเลือดแดงที่ขาตีบหรือไม่ (ไม่เจ็บเลยครับ คล้ายการวัดความดันปกติ)
การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือด (Doppler Ultrasound): เพื่อดูการไหลเวียนของทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ดูว่ามีลิ่มเลือดอุดตัน หรือวาล์วหลอดเลือดดำพังตรงไหน
การตรวจเลือด: เช็กค่าน้ำตาล ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ไขมันในเลือด และการทำงานของไต เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ปลายประสาทชา
เอกซเรย์ (X-ray) หรือ MRI กระดูกสันหลัง: หมออาจพิจารณาทำร่วมด้วย หากสงสัยว่ามีภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบทับเส้นประสาทซ่อนเร้นอยู่
แนวทางการรักษา (เมื่อท่อน้ำพัง เราซ่อมได้)
หมอเน้นย้ำเสมอว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยสามารถดูแลรักษาได้ดังนี้:
ปรับพฤติกรรมและการกำจัดความเสี่ยง (สำคัญที่สุด): เวลานั่งพักหรือนอน ให้นำหมอนมารองใต้ปลีน่องให้ปลายเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดบวม หลีกเลี่ยงการยืนแช่อยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ให้หมั่นเขย่งปลายเท้าสลับไปมาเพื่อปั๊มเลือดกลับ
กายภาพบำบัดและการใช้อุปกรณ์เสริม: การใส่ "ถุงน่องทางการแพทย์สำหรับเส้นเลือดขอด" ในตอนกลางวัน (ใส่ก่อนลุกจากเตียงตอนเช้า) จะช่วยบีบรัดน่องไม่ให้เลือดไปคั่งและลดอาการบวมได้ดีมาก
การใช้ยา: ยาขยายหลอดเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อให้เลือดแดงไหลไปเลี้ยงเท้าได้ดีขึ้น ลดอาการเท้าเย็นและปวดน่อง ยาบำรุงปลายประสาท (เช่น วิตามินบีรวม) เพื่อลดอาการมึนชา และยาลดบวมเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือดดำ
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง ultrasound ช่วยระบุตำแหน่ง: หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อน่องอักเสบร่วมด้วย หมออาจใช้อัลตราซาวด์เพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้ากล้ามเนื้อหรือรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกหนีบ เพื่อให้หายปวดคลายลง
การผ่าตัด (เฉพาะกรณีรุนแรง): หากหลอดเลือดแดงตีบมากจนเท้าเริ่มมีแผลดำ อาจต้องใช้บอลลูนถ่างขยายหลอดเลือด หรือหากเส้นเลือดดำขอดรุนแรง อาจใช้เลเซอร์เข้าไปจี้ทำลายเส้นเลือดที่เสียทิ้ง ซึ่งแผลเล็กนิดเดียวครับ
พยากรณ์โรค (จะเป็นแบบนี้ตลอดไปไหม?)
โรคนี้หายไหม: อาการปวดและบวมสามารถรักษาให้ดีขึ้นจนใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ แต่อาจไม่หายขาดแบบ 100% เพราะหลอดเลือดที่เสื่อมไปแล้วมักจะต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
ต้องรักษานานไหม: อาการบวมมักจะดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์หลังใส่ถุงน่องและปรับพฤติกรรม ส่วนอาการชาและปวดน่องอาจใช้เวลา 1-3 เดือนในการกินยาขยายหลอดเลือดและปรับค่าน้ำตาลหรือไขมันครับ
มีโอกาสกลับมาเป็นอีกไหม: มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เสมอ หากกลับไปยืนแช่นานๆ หรือปล่อยให้น้ำตาลและไขมันในเลือดสูงครับ
ภาวะแทรกซ้อน (ถ้าทิ้งไว้ ไม่ยอมรักษา)
เท้าเป็นแผลเรื้อรัง: เลือดแดงไปเลี้ยงไม่พอ ทำให้แค่แผลถลอกนิดเดียวก็กลายเป็นแผลเน่าดำ รักษายากมาก
เส้นประสาทตาย: ชาจนไม่รู้ความรู้สึก เวลาเหยียบเศษแก้วหรือของร้อนก็ไม่เจ็บ นำไปสู่การติดเชื้อรุนแรง
ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำลึก (DVT): เลือดที่คั่งอยู่ที่ขานานๆ อาจจับตัวเป็นก้อน หากหลุดขั้วลอยไปอุดตันที่ปอด อาจทำให้หอบเหนื่อยและอันตรายถึงชีวิตได้
วิธีป้องกันและดูแลตัวเองเบื้องต้น
บริหารน่องกระตุ้นปั๊มเลือด: หมั่นกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง หรือเขย่งปลายเท้าบ่อยๆ ระหว่างวัน
นอนยกขาสูง: ใช้หมอนหนุนใต้ปลีน่อง (ให้ส้นเท้าลอยพ้นเตียง) สูงประมาณ 1 คืบ เวลานอนหลับ
ควบคุมน้ำหนัก อาหาร และโรคประจำตัว: ลดของหวาน ของมัน ของเค็มจัด และคุมค่าน้ำตาลให้ดี
หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าและรองเท้าที่รัดแน่น: ไม่ใส่กางเกงยีนส์รัดรูปที่รัดช่วงขาหนีบ เพราะจะไปบีบท่อน้ำทิ้งให้ไหลกลับยากขึ้น
แช่เท้าในน้ำอุ่น (ต้องระวัง!): สามารถแช่น้ำอุ่นจัดๆ (ไม่ร้อน!) เพื่อกระตุ้นเลือดแดง แต่ข้อควรระวังคือ เนื่องจากคุณมีอาการชา ต้องให้คนอื่นใช้มือจุ่มทดสอบความร้อนก่อนเสมอ เพื่อป้องกันเท้าน้ำร้อนลวกครับ
Q&A ถาม-ตอบ คลายข้อสงสัย
Q: ปวดน่องเวลาเดิน เป็นโรคกระดูกหลังทับเส้นประสาทได้ไหม? A: เป็นได้ครับ โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบ (Spinal Stenosis) ทำให้เดินแล้วปวดน่องชาลงขาได้เหมือนกัน แต่จุดสังเกตคือ โรคกระดูกทับเส้น มักจะ "ไม่มีอาการเท้าเย็น เท้าซีด และขาบวมแบบชัดเจนตอนเย็น" เหมือนที่คุณเป็นครับ อาการของคุณเอนเอียงไปทางหลอดเลือดมากกว่า แต่ควรมาตรวจเพื่อแยกโรคให้ชัดเจนครับ
Q: ซื้อยาแก้เส้นเลือดขอดมากินเองได้ไหม? A: ยาแก้เส้นเลือดขอดช่วยลดอาการบวมได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลอดเลือดแดงตีบ (ที่ทำให้เท้าซีดเย็น) และปลายประสาทอักเสบได้ หมอแนะนำให้มาตรวจเพื่อรับยาให้ครบวงจรดีกว่าครับ
Q: ควรไปพบแพทย์ตอนไหน? A: ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วครับ โดยเฉพาะอาการ "เท้าเย็นตลอดเวลาและปลายเท้าซีด" เป็นสัญญาณเตือนว่าเซลล์กำลังขาดออกซิเจน หากปล่อยไว้อาจเกิดแผลเนื้อตายได้ครับ
สรุปประเด็นสำคัญ
อาการเท้าซีด เย็น ปวดน่องเวลาเดิน และมึนชา มักเกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน และปลายประสาทอักเสบ
อาการตกเย็นขาบวม ตื่นเช้ายุบ มักเกิดจากหลอดเลือดดำที่ขาทำงานบกพร่อง ทำให้เลือดคั่ง
การดูแลเบื้องต้นที่เห็นผลไวที่สุด คือการนอนยกขาสูง และใส่ถุงน่องทางการแพทย์
อาการนี้ต้องรีบรักษา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างแผลเรื้อรังที่เท้าหรือลิ่มเลือดอุดตัน
ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหลอดเลือด (อัลตราซาวด์/วัด ABI) เจาะเลือดดูเบาหวาน เพื่อรับยาขยายหลอดเลือดอย่างถูกต้อง
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดน่อง #ชาปลายมือปลายเท้า #เท้าเย็นซีด #ขาบวมตอนเย็น #หลอดเลือดตีบ #หลอดเลือดดำอุดตัน #เส้นเลือดขอด #โรคเบาหวาน #ปลายประสาทอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PeripheralArterialDisease #ChronicVenousInsufficiency #PeripheralNeuropathy #LegSwelling #VascularHealth
Reference List
Aboyans V, Ricco JB, Bartelink MEL, Björck M, Brodmann M, Cohnert T, et al. 2017 ESC guidelines on the diagnosis and treatment of peripheral arterial diseases, in collaboration with the European Society for Vascular Surgery (ESVS). Eur Heart J. 2018 Mar 1;39(9):763-816. doi:10.1093/eurheartj/ehx095. PMID:28886620.
แนวทางนี้อธิบายตั้งแต่การตรวจคลำชีพจร ตรวจ ABI/duplex ไปจนถึงการใช้ยาและทำบอลลูนหรือผ่าตัดในคนไข้หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ ที่มักมีอาการปวดน่องเวลาเดินและปลายเท้าเย็นEberhardt RT, Raffetto JD. Chronic venous insufficiency. Circulation. 2014 Jul 22;130(4):333-346. doi:10.1161/CIRCULATIONAHA.113.006898. PMID:25047584.
บทความนี้อธิบายว่าลิ้นหลอดเลือดดำขาเสื่อมและกล้ามเนื้อปั๊มเลือดทำงานไม่ดี ทำให้เลือดค้างที่ขาเกิดอาการบวม หนักขา โดยมักบวมมากตอนเย็นและยุบลงเมื่อยกขาสูงตอนเช้า และแนะนำทั้งการใส่ถุงน่องและการรักษาอื่น ๆPop-Busui R, Boulton AJ, Feldman EL, Bril V, Freeman R, Malik RA, et al. Diabetic neuropathy: a position statement by the American Diabetes Association. Diabetes Care. 2017 Jan;40(1):136-154. doi:10.2337/dc16-2042. PMID:27999003.
แถลงการณ์นี้สรุปวิธีประเมินปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้า ปวดแสบร้อน และชี้ว่าการคุมระดับน้ำตาลให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ ร่วมกับการดูแลเท้าอย่างเหมาะสมช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเท้าเบาหวานได้Gerhard-Herman MD, Gornik HL, Barrett C, Barshes NR, Corriere MA, Drachman DE, et al. 2016 AHA/ACC guideline on the management of patients with lower extremity peripheral artery disease: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Clinical Practice Guidelines. Circulation. 2017 Mar 21;135(12):e726-e779. doi:10.1161/CIR.0000000000000471. PMID:27840333.
แนวทางนี้ให้คำแนะนำการดูแลผู้ป่วยที่เลือดไปเลี้ยงขาน้อย เช่น คนที่ปวดน่องเวลาเดินไกล (claudication) ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม เลิกบุหรี่ ออกกำลังกายเดินแบบมีโปรแกรม ไปจนถึงการใช้ยาและการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดในรายที่อาการมากWittens C, Davies AH, Bækgaard N, Broholm R, Cavezzi A, Chastanet S, et al. Editor’s choice – management of chronic venous disease: clinical practice guidelines of the European Society for Vascular Surgery (ESVS). Eur J Vasc Endovasc Surg. 2015 Jun;49(6):678-737. doi:10.1016/j.ejvs.2015.02.007. PMID:25920631.
แนวทางนี้ครอบคลุมการดูแลโรคหลอดเลือดดำเรื้อรังในขา ตั้งแต่ระดับเส้นเลือดขอดธรรมดาไปจนถึงแผลเรื้อรัง แนะนำทั้งการใช้ถุงน่อง การปรับพฤติกรรม และหัตถการต่าง ๆ เช่น ยิงเลเซอร์หรือฉีดยาอุดหลอดเลือด เพื่อลดอาการบวม ปวด และป้องกันแผล
Comments
Post a Comment